วันพฤหัสบดีที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2561


ใดใดในโลกล้วน "นิเทศศาสตร์" จัง

ช่วง 1-2 ปี ผมได้ยิน ได้อ่าน ได้รับฟัง ได้ตอบคำถาม เกี่ยวกับ “นิเทศศาสตร์กำลังจะตายหรือไม่” "เรียนนิเทศศาสตร์แล้วจะตกงานไหม" ถ้าคนที่อยู่ในแวดวงที่เรียกแบบรวมๆว่า นิเทศศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นวงวิชาชีพ นักวิชาการ น่าจะให้คำตอบได้ดีว่า นิเทศศาสตร์เดินทางมาถึงทางตันหรือยัง

เวลาพูดถึงคำว่า “นิเทศศาสตร์” ผู้คนจำนวนไม่น้อยมักจะคิดว่า เรียนด้านนี้จบไปแล้วจะทำอะไร อาชีพสายนี้ไม่จีรัง จบไปแล้วเต้นกินรำกินเหรอ เป็นนักข่าวไส้แห้งเหรอ

ภาพในหัวของผู้คนที่ฝังรากลึกของคำว่า “นิเทศศาสตร์” คือ เต้นกินรำกิน นักข่าว หรืออาชีพที่ไม่มีแก่นสารในชีวิต แต่แท้จริงแล้วถ้าทุกคนเข้าใจว่า  นิเทศศาสตร์ = การสื่อสาร   น่าจะมีขอบเขตที่นิยามได้ชัดเจน
  • ทุกวันเราต้องสื่อสารทั้งในบทบาทของผู้รับสารที่อ่านข่าวสาร ข้อมูลต่างๆผ่านโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์สื่อสารแบบพกพา (Mobile Device) แทบทุกวัน ทุกเวลา ทุกนาที
  • ทุกวันเราอาจจะแสดงบทบาทเป็นผู้ส่งสารที่จะสร้างเนื้อหาต่างๆ ผ่านการรีวิวผลิตภัณฑ์ การแสดงความคิดเห็นจากสิ่งรอบตัว แล้วถ้าทำได้ดีก็กลายมาเป็นอาชีพเสริมด้วยการเป็นนักรีวิวได้อีก
  • ทุกวันเราจะได้เห็นอาชีพใหม่ๆที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์และสร้างรายได้ให้ผู้คนเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น เน็ตไอดอล บล็อกเกอร์ในสายต่างๆ ยูทูปเบอร์ที่เกิดขึ้นมากมาย เกมแคสเตอร์ Vlogger หรือแม้แต่การสร้างแฟนเพจเฟสบุ๊คและบริหารจัดการด้านคอนเทนต์จนทำให้เพจจนมีคนติดตามมากมาย จากนั้นก็มีแบรนด์ต่างๆอยากจะมาใช้เป็นช่องทางในการโปรโมตแบรนด์ของเขา
  • ทุกวันนี้เราจะพบเห็นผู้คนที่เมื่อก่อนเค้าก็เป็นคนธรรมดาเหมือนเรา แต่วันนี้เค้าได้นำความสามารถ ศักยภาพของเค้ามาแปรสภาพให้เป็นแบรนด์บุคคล จนทำให้เราติดตามเค้าทุกวัน ทุกวัน และทุกวัน
  • ทุกวันเราเลือกที่จะแชร์ข้อมูลหรือคอนเทนต์ที่กระแทกใจไปในพื้นที่ของเราเพื่อให้คนอื่นได้เห็นด้วย
  • ทุกวันพุธและพฤหัสบดี เรารอที่จะชมละคร “บุพเพสันนิวาส” แบบสดๆเพราะเชื่อว่าฟินสุดๆกว่าดูย้อนหลัง


  • ทุกวันเราเห็นผู้คนแต่งชุดไทย ชวนกันไปท่องเที่ยวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หรือเกิดเทศกาลที่นำเสนอความเป็นไทยมากมายเพราะอิทธิพลมาจาก บุพเพสันนิวาส ที่เร้าใจ จูงใจ และเชิญชวนให้คนไทย ต่างชาติพากันใส่ชุดไทย
  • ทุกวันนี้มีการเรียนรู้ภาษาไทยโบราณที่เราไม่เคยรู้ ก็เพราะละครบุพเพสันนิวาส ซึ่งก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งของงานในสายนิเทศศาสตร์หรือการสื่อสาร

  • ทุกวันเราเลือกที่จะชมรายการต่างๆตามความสนใจ อยากบันเทิงดู The Show ช่องเวิร์คพอยท์ อยากดูคนแปลงโฉมก็ไปดู Let Me In Thailand อยากลุ้นว่าเบื้องหลังหน้ากากจะเป็นใครก็ดู The Mask Singer อยากดูคอมเมนเตเตอร์ฟาดกันด้วยวาจาก็ดู The Face เป็นต้น
  • ทุกวันนี้ธุรกิจ แบรนด์ผลิตภัณฑ์ แบรนด์บริการ ก็ต้องใช้การสื่อสารแบรนด์เพื่อให้ผู้คนรู้จัก เข้าใจ และผูกพันกับผลิตภัณฑ์นั้นๆ ซื้อแล้ว ซื้ออีก ซื้อทุกวัน ซื้อทุกปี ซื้อจนครบหนึ่งทศวรรษ และซื้อตลอดชั่วอายุขัย
  • ทุกวันนี้องค์กรทั้งรัฐ เอกชน ก็ต้องสร้างความน่าเชื่อถือ รักษาภาพลักษณ์ และบริหารจัดการชื่อเสียงให้กับองค์กรเพื่อให้เกิดความยั่งยืน
  • ทุกวันนี้เราเปิดเว็บไซต์ แชร์ข้อมูลจากแหล่งคอนเทนต์ออนไลน์ที่ย่อยข้อมูลข่าวสารให้เราอ่านง่ายขึ้น สั้น กระชับ และสื่อสารผ่านภาพ คลิป หรือ Infographic ให้เราได้เรียนรู้สาระนั้นๆ จาก The Standard , MangoZero , The Matter 

  • ทุกวันนี้เราเดินในศูนย์การค้า ก็จะพบเจออีเว้นท์ต่างๆ แทบไม่เว้นแต่ละวัน แถมยังยั่วยวนให้เราเดินเข้าไปในอีเว้นท์นั้น

  • ทุกวันนี้เราเห็น Video Content มากมายที่ถูกสร้างสรรค์ ถ่ายทำ เล่าเรื่อง ลำดับภาพ และสื่อสารออกมาผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ จนคนแชร์กันอย่างมากมายแล้วเรียกกันว่า Viral Clip
จากวันแล้ว  วันเล่า และทุกวัน จะเห็นได้ว่าเราสัมผัสกับงานด้านการสื่อสารหรืองานทางด้านนิเทศศาสตร์ตลอดเวลา

นิเทศศาสตร์ไม่ได้เป็นเรื่องของตัวสื่ออย่างเดียว สื่อตายก็มีแพลทฟอร์มใหม่ๆของสื่อเข้ามา และตัวสื่อเองก็ไม่สามารถอยู่โดดเดี่ยวเดียวดายได้ สื่อนั้นก็ต้องมีสารหรือเนื้อหาเป็นส่วนประกอบสำคัญอยู่ด้วย

ทุกวันนี้ช่องทางการสื่อสารหรือตัวสื่อ มีการเปลี่ยนแปลงก็จริง บางสื่อถูกลดความนิยมลง แต่ในช่วงเวลาเดียวกันก็เกิดรูปแบบใหม่อย่างเว็บที่ทำตัวเป็น Content Creator เพราะเข้าใจสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง ผู้คนเปลี่ยนจากการอ่านหนังสือพิมพ์ นิตยสารที่เป็นรูปแบบเล่ม ไปสู่การอ่านคอนเทนต์ขนาดสั้นและผ่านการย่อยข้อมูลที่ไม่เวิ่นเว้ออีกต่อไปที่อยู่ในเว็บไซต์หรือแพลทฟอร์มออนไลน์

อย่าลืมนะครับว่า การสื่อสารมีองค์ประกอบหลายส่วนไม่ใช่แค่ช่องทางการสื่อสารหรือสื่อเท่านั้น
ในสื่อยังต้องการนักสร้างคอนเทนต์

ในแวดวงธุรกิจ การตลาด หรือผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่เกิดขึ้นมากมาย ยังต้องการนักสื่อสารแบรนด์ นักประชาสัมพันธ์ นักโฆษณา คนจัดอีเว้นท์เพื่อสร้างประสบการณ์ให้กับแบรนด์ต่างๆ

ในแวดวงวิทยุโทรทัศน์ ก็ยังต้องการผู้ผลิตรายการ นักสร้างสรรค์รายการที่จะนำไปเติมเต็มในช่วงเวลาตลอดทั้งวันทั้งคืน

ถ้าบอกว่า นิเทศศาสตร์ตาย ไม่มีอาชีพทางด้านนี้ให้ทำมาหากินอีกต่อไป นั่นแสดงว่า โลกนี้จะไม่มีการสื่อสาร เราจะกลับไปสู่ยุคที่มีเฉพาะการสื่อสารระหว่างบุคคล การสร้างสารที่ชวนอ่านชวนติดตามจะไม่เกิดขึ้น ความบันเทิงในชีวิตก็จะหายไป

วันนี้จึงขอเปรยปิดท้ายว่า ใดใดในโลกล้วน “นิเทศศาสตร์” กันจังเลย แล้วจะตกงานกันได้อย่างไร 

วันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2561

ความอยาก VS. จุดเจ็บปวดรวดร้าว



การเริ่มต้นธุรกิจของคนรุ่นใหม่ในยุคนี้ส่วนใหญ่จะพุ่งเป้าหมายไปที่ ความรวย โดยมีต้นแบบจากหนังสือที่วางขายในร้านหนังสือเกือบแทบทุกเล่มก็จะเขียนคำว่า "รวย" "มั่งคั่ง" หรือการมองคนที่ประสบความสำเร็จเป็นไอดอลและคิดว่าตัวเองต้องทำได้อย่างง่ายดาย จนบางครั้งลืมไปว่า ระยะทางที่จะไปถึงจุดหมายมันไม่ได้สั้นอย่างที่คิด หรือการเดินทางจะราบรื่น ราบเรียบเสมอไป จุดเริ่มในการทำอะไรก็แล้วแต่ควรเริ่มจาก Passion หรือจะเรียกว่าแรงบันดาลใจ เพราะแรงบันดาลใจจะเป็นตัวบอกถึงความชอบ ลุ่มหลงในสิ่งนั้น ไม่ใช่ไปตามกระแสแล้วเราก็ไม่รู้จักในธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์ชนิดนั้นอย่างเพียงพอ

หลังจากมีแรงบันดาลใจแล้วก็ต้องมาดู "ตลาด" หรือจะเรียกว่า ผู้บริโภคก็ได้ว่า เราจะตอบสนองอะไร เค้ามีความอยาก เค้ามีจุดเจ็บปวดรวดร้าวอะไรที่เราควรบรรเทาสิ่งเหล่านั้นหรือทำให้ความเจ็บปวดนั้นหายไป

ถ้าใครเรียนด้านการตลาดมาก็จะทราบกันดีว่า แนวคิดการตลาดในยุคแรกๆ เจ้าของผลิตภัณฑ์และนักการตลาดมักจะโฟกัสไปที่ ผลิตภัณฑ์ หรือ Product-oriented Concept นักการตลาดก็พยายามให้ความสำคัญกับการประดิษฐ์คิดค้น สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆออกสู่ตลาดโดยยังไม่ได้เริ่มต้นแคร์หรือสนใจผู้บริโภค จึงทำให้การตลาดในยุคนั้นอยู่ในภาวะที่ ศาสตราจารย์ธีโอดอร์ เลวิตต์ ได้เขียนบทความที่ชื่อว่า Marketing Myopia หรือการมองตลาดในระยะเวลาสั้นๆ ในขณะที่ยุคสมัยเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน สิ่งที่เคยรุ่งเรืองในอดีตอาจจะไม่สามารถอยู่ต่อไปได้ ถ้านักการตลาดมัวเสียเวลาหลงไปพัฒนาสิ่งนั้น เมื่อพัฒนาเสร็จ ลูกค้าก็ไม่ได้ต้องการสิ่งนั้นแล้วเพราะมีสิ่งที่ดีกว่าทางเลือกที่ดีกว่า สุดท้ายผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เรารักนักรักหนาก็ขายไม่ได้ ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาเราจะพบเห็นธุรกิจที่ถูกแทนที่ เช่น กล้องดิจิทัล โทรศัพท์สมาร์ทโฟน มาแทนที่กล้องฟิล์มและธุรกิจฟิล์มก็หายไป  หลายแบรนด์จากไปอย่างไม่มีวันกลับ หลายแบรนด์ปรับตัวทันและไปต่อได้

เมื่อพูดถึงการแทนที่ของผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ทำให้นึกถึงกรณีของโรงภาพยนตร์ในประเทศไทย เมื่อ 25-30 ปีที่แล้ว (ใครเกิดทันยกมือขึ้น) มีโรงภาพยนตร์แบบ Stand Alone หรือโรงภาพยนตร์ที่ตั้งตระหง่านแบบโดดๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรงหนังเอเธนส์ โรงหนังแมคเคนน่า ถ้ามีให้เห็นในปัจจุบันก็คงจะเป็น โรงหนังสกาล่า ต่อมาวิถีชิวิตของผู้บริโภคเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน คนไม่ได้ต้องการไปโรงหนังที่ตั้งอยู่โดดๆ อีกต่อไปเพราะดูหนังเสร็จแล้วก็กลับไม่ใช่ไลฟ์สไตล์
ขอขอบคุณภาพจาก คุณ js101 จาก pantip.com

ขอขอบคุณภาพจาก https://pantip.com/topic/34115234
ถ้าเรายึดมั่นถือมั่นในธุรกิจมากเกินไป และเราต้องเป็น "สิ่งนั้น" เท่านั้นอาจจะทำให้เราเข้าสู่ "กับดัก" ทางการตลาด ในยุคต่อมา การตลาดจึงให้ความสำคัญกับ ผู้บริโภค มากขึ้นด้วยการฟังเสียงว่า ผู้บริโภคต้องการอะไร แล้วคำตอบที่ได้ก็คือ บางทีผู้บริโภคก็ไม่รู้ว่าตัวเขาเองต้องการอะไร นักการตลาดอาจต้องสกัด "ปม" "ความต้องการ" เหล่านั้นออกมาให้เป็นรูปธรรมเพื่อนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือ บริการที่สามารถตอบสนองผู้บริโภคให้ได้

ในการตอบสนองความต้องการลูกค้าก็มี 2 แนวคิด คือ

แนวคิดที่ 1 สนองตลาด ผู้บริโภคอยากได้อะไร ก็จัดสิ่งนั้นไป การทำแบบนี้ไม่เสี่ยง แต่ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่พัฒนาออกมาก็จะไม่มีความแตกต่าง เพราะถ้าแบรนด์ของเราไปสอบถามพูดคุยกับผู้บริโภคได้  แบรนด์อื่นก็ถามได้ สุดท้ายก็อาจจะได้คำตอบคล้ายๆกัน อันนี้ขึ้นกับการถอดรหัสคำตอบจากผู้บริโภค เช่น ค่าย P ไปสอบถามและได้คำตอบจากผู้บริโภคว่า อยากได้แชมพูที่ทำให้ผมสวยเงางาม ค่าย U ก็ไปสอบถามและได้คำตอบเดียวกัน สุดท้ายทั้ง 2 ค่ายก็มีแชมพูที่มีคุณประโยชน์เดียวกัน

แนวคิดที่ 2 ขับเคลื่อนตลาด แนวคิดนี้ฟังดูเหมือนไม่ใส่ใจผู้บริโภค แต่จริงๆแล้วแนวคิดนี้ยังมองในเรื่องการแก้ปัญหาให้ผู้บริโภค เพียงแต่นักการตลาดต้องพยายามสร้าง "นวัตกรรม" หรือผลิตภัณฑ์ที่อุดมไปด้วยไอเดียแปลกใหม่ ล้ำ และช่วยให้ชีวิตผู้บริโภคดีขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในอดีตก็คือ Sony ที่พัฒนารูปแบบการฟังเพลง สามารถฟังเพลงที่ไหนก็ได้ด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า Walkman หรือ Apple ที่พัฒนา iPhone ออกมาด้วยการนำ เพลง+อินเทอร์เน็ต+โทรศัพท์ และ Steve Job ก็เคยขับเคลื่อนตลาดซึ่งก็คือผู้บริโภคให้เห็นว่า เราไม่ควรเสียพื้นที่ของโทรศัพท์ไปกับปุ่มกดที่เยอะแยะแล้วเราก็ไม่ได้ใช้มันตลอดเวลา (เป็นคำพูดที่ออกมาฆ่า Blackberry) ปุ่มกดควรจะถูกเรียกมาในเวลาที่ผู้บริโภคต้องการ และนั่นคือนวัตกรรมของ iPhone รุ่นแรกที่ออกมา
Image result for blackberry iphone vs
เพิ่มคำอธิบายภาพ
การใช้แนวคิดนี้ แบรนด์อาจจะต้องเสียเวลาในการให้ข้อมูล เชิญชวนและโน้มน้าวให้ผู้บริโภคเห็นดีเห็นงามกับเราก่อน ตลาดจึงจะเกิดขึ้น แนวคิดนี้อาจจะมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง เพราะผลิตภัณฑ์ได้รับการพัฒนาให้แตกต่าง รออย่างเดียวคือ ความแตกต่างนั้นเป็นสิ่งที่ลูกค้าชอบหรือไม่

Related image
พัดลม Dyson
อีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือแบรนด์ที่ชื่อว่า Dyson ได้พัฒนาพัดลมไร้ใบพัดออกมา เป็นการฉีกกฎพัดลมแบบเดิมๆ และเน้นเรื่องดีไซน์ให้เป็นเสมือนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งที่ตั้งโชว์ในห้อง ในบ้านได้อย่างสวยงาม

ทั้งหลายทั้งปวงถ้าใครอยากทำธุรกิจ อยากสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการแล้วประสบความสำเร็จอาจจะต้องเรียนรู้ผู้บริโภคใน 2 เรื่องเพื่อทำความรู้จักลูกค้าให้ถึงรากถึงโคน

1.ความอยาก เป็นเรื่องของสมองซีกขวาว่าด้วยเรื่องอารมณ์ของมนุษย์ คนเราทุกคนมี "ความอยาก" อยู่ในใจ ความอยากอาจแสดงตัวออกมาต่างกรรมต่างวาระ

  • บางคนอยากผอม ก็เป็นโอกาสสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อลดน้ำหนัก 
  • บางคนอยากสวย ก็เป็นโอกาสสำหรับธุรกิจเสริมความงาม ศัลยกรรม เครื่องสำอาง ขึ้นอยู่กับระดับว่าอยากสวยเร็วหรือสวยช้า 
  • บางคนอยากรวย ก็เป็นโอกาสของนักการตลาดที่จะใช้โปรโมชั่นเข้าดึงดูดลูกค้า 
  • บางคนอยากแสดงถึงสถานะทางสังคม ก็เป็นโอกาสของบรรดาแบรนด์หรู รถยนต์ราคาแพง 
  • บางคนอยากมีผิวสวยใส ก็เป็นโอกาสสำหรับครีมทาทุกแห่งหนบนร่างกาย
การหา "ความอยาก" เป็นการเข้าถึงอารมณ์ของผู้บริโภค และโดยส่วนใหญ่คนเรามักจะตัดสินใจซื้อด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล เหตุผลมีไว้เพื่อนำมาสนับสนุนอารมณ์ที่ซื้อไปว่า ฉันซื้อแบรนด์นี้เพราะเหตุผลต่อไปนี้ 

2.จุดเจ็บปวดรวดร้าว ฟังดูเหมือนจะดูน้ำเน่านิดๆ หรือ Pain Point เป็นเรื่องของสมองซีกซ้าย อันนี้คือตัดสินใจซื้อเพราะเราประสบปัญหาบางอย่างแล้วมีผลิตภัณฑ์มาเชิญชวนด้วยเหตุผลของการแก้ไขปัญหาหรือผลิตภัณฑ์นี้จะทำให้ปัญหาของคุณหมดไป 


แบรนด์ GRAB เข้ามาแก้ไขจุดเจ็บปวดรวดร้าวของคนเรียกแท๊กซี่ เมื่อเราเรียกแท๊กซี่แล้วแท๊กซี่ไม่ไปส่งเรา ปฏิเสธเราด้วยเหตุผลซ้ำซากคือ เดี๋ยวส่งรถไม่ทัน  แก๊สหมด ไกล รถติด หรือจะตามมาด้วยเหตุผลวิบัติสารพัด สุดท้าย GRAB ช่วยคลาย "ปมปัญหา" ด้วยการนำคนที่อยากเรียกแท๊กซี่ กับ แท๊กซี่ที่พร้อมรับผู้โดยสารมาเจอกันด้วยแอปพลิเคชัน GRAB ด้วยเทคโนโลยี GPS ที่ทำให้คนเรียกแท๊กซี่ทราบพิกัดว่าแท๊กซี่อยู่ไหน อีกกี่กิโล กี่นาทีจะมาถึง และแท๊กซี่ก็ทราบพิกัดของสถานที่ที่ผู้โดยสารเรียก ในที่สุดก็ Win-win ก็ทั้งสองฝ่าย 

Related image
สเปรย์ระงับอาการนอนกรน จากญี่ปุ่น 
ผลิตภัณฑ์สเปรย์ระงับอาการนอนกรน เป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกมาแก้ไขจุดเจ็บปวดรวดร้าวของคนนอนข้างๆ คนนอนกรน รวมถึงคนนอนกรนด้วยที่จะช่วยลดอาการ "รังเกียจ" จากคนรอบข้าง 

Better Butter
งานออกแบบบรรจุภัณฑ์เนยที่ใช้ประโยชน์จากฝาปิดมาเป็นที่ทาเนย
Image result for ิbutter packaging design
เพิ่มคำอธิบายภาพ
งานออกแบบบรรจุภัณฑ์สำหรับบรรจุเนยที่ใช้ประโยชน์จากฝาปิดนำมาเป็นที่ทาเนย เหมาะสำหรับพกพา หรือใช้ในสถานที่ที่อาจจะหาที่ทาเนยลำบาก เป็นการออกแบบที่คำนึงถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้น 


Image result for airbnb

แบรนด์ Airbnb ก็บรรเทาจุดเจ็บปวดรวดร้าวของคนที่ต้องการหาบ้านเช่าที่อาจจะไม่ใช่แนวโรงแรมเพราะความต้องการไปเที่ยวและพักผ่อนระยะยาวตามราคาที่ตัวเองปรารถนา ด้วยการเป็นตัวกลางในการเชื่อมคนที่มีบ้าน ห้อง หรือที่พักแล้วต้องการปล่อยเช่า กับ คนที่อยากไปเที่ยวพักผ่อนและต้องการพักบ้านเป็นหลัง ห้องพักตามสไตล์ที่ต้องการ นอกจากนี้ยังเป็นช่องทางให้ลูกค้าเลือกใช้บริการประสบการณ์ด้านกิจกรรมรูปแบบต่างๆในแต่ละพื้นที่อีกด้วย เช่น บางคนอยากเรียนศิลปะการทำอาหารไทย หรือ

หนึ่งในรูปแบบกิจกรรมที่ให้บริการนักท่องเที่ยวที่ต้องการทำอาหารไทย

จุดเจ็บปวดรวดร้าวของบรรดาแม่บ้านในการขัดห้องน้ำ มักจะใช้เวลานานในการขัดห้องน้ำ เปรียบเสมือนกับการถูกจองจำ (ติดคุก) นักโฆษณาก็เลยสะท้อนผ่านการสร้างสรรค์งานโฆษณาแล้วบอกว่า วิม จะช่วยให้คุณอิสระจากงานที่น่าเบื่อนั้น (ลองดูจากภาพยนตร์โฆษณาด้านล่าง)  


หรือปัญหาของคุณสาวๆที่ใช้หวีแล้วเส้นผมติดกับตัวหวี และอยากจะทำความสะอาดแบบเร็วและง่าย ก็มีผลิตภัณฑ์ Qwik-CleanBrush มาช่วยแก้ปัญหาให้กับลูกค้า


ตัวอย่างที่ดีที่สุดของการแก้ไขจุดเจ็บปวดรวดร้าว ขอให้ท่านไปดูผลิตภัณฑ์ในร้าน DAISO ที่ออกมาเพื่อช่วยแบ่งเบา บรรเทา และแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้า

ก่อนจะทำอะไรออกมาขาย ก่อนจะสร้างสรรค์ธุรกิจบริการที่แปลกใหม่หวือหวา อย่าลืมสอดส่อง "ความอยาก" และ "จุดเจ็บปวดรวดร้าวของลูกค้ากันก่อนนะครับ แล้วท่านจะไม่พลาดการตอบกลับจากลูกค้า

วันศุกร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2561

ซูชิ 24 ชั่วโมง อยาก(กิน)เมื่อไหร่ก็แวะมา

ร้านที่ให้บริการ 24 ชั่วโมงเป้นการมอบความสะดวกสบายให้ลูกค้าสามารถเข้ามาใช้บริการได้ทุกเวลา เลือกเวลาได้ตามอำเภอใจ เรากำลังจะพูดถึงร้านซูชิ 24 ชั่วโมงที่ชื่อว่า  Kizuna Sushi โดยให้บริการทั้งบุฟเฟ่ต์ และ สั่งเป็นรายการไปหรือ A La Carte  ร้านนี้ตั้งอยู่บริเวณหน้าโรงแรม Gracery Shinjuku เปิดตลอด 24 ชั่วโมงอาจจะเป็นเพราะย่านนี้มีความคึกคักทั้งกลางวันและกลางคืน เราจึงเริ่มสำรวจกันตั้งแต่หน้าร้านกันเลย มีรายการอาหารประเภทซูชิให้ดูกันก่อนตัดสินใจ สำหรับราคาบุฟเฟ่ต์มีการแบ่งตามเพศสำหรับผู้ชายคนละ 4,299 เยน ส่วนผู้หญิงคนละ 3,759 เยน (รวมภาษีแล้ว)




อย่ารอช้า เข้าไปจัดการกันเลยครับ สำหรับบรรยากาศในร้านไม่ค่อยอึดอัดเท่าไหร่ในการจัดโต๊ะภายในร้าน ผู้คนในร้านยังมีไม่ค่อยมากอาจเป็นเพราะยังไม่ใช่เวลาอาหารเที่ยง ร้านจึงเงียบๆ แต่หลังจากนั้นอีก 30 นาที คนมาตรึม

บรรยากาศภายในร้าน ด้านหน้าจะเป็นเคาน์เตอร์ ถ้ามาเดี่ยวจะนั่งบริเวณหน้าเคาน์เตอร์ก็ได้ 

อันนี้เป็นอีกโซนนึงมีทั้งโต๊ะเล็ก โต๊ะใหญ่ให้เลือกนั่งตามอัธยาศัย
ความหลากหลายของซูชิและเมนูอื่นๆ

รายการอาหารในส่วนที่เป็น A La Carte 

สำหรับการสั่งอาหารของร้านนี้จะต้องสั่งผ่านอุปกรณ์เมนูตามภาพด้านล่างนี้ โดยกดอาหารที่ต้องการและส่งออเดอร์ผ่านเจ้าเครื่องนี้ไปยังเชฟ สักครู่อาหารตามที่สั่งไปก็จะมาเสิร์ฟ งานนี้เน้นดูภาพ ส่วนข้อความก็งมๆ และ งงๆ กันไป


เครื่องดื่มที่สั่งไม่พ้นชาเขียว พนักงานนำมาเสิร์ฟเป็นลำดับแรก 

ชาเขียว เชื่อแล้วว่าเขียวจริง
และแล้วรายการซูชิและอาหารที่สั่งไปก็เริ่มลำเลียงมาสู่โต๊ะของพวกเรา ตามสภาพที่เห็น อะไรเป็นอะไรแทบจำกันไม่ได้ ขอให้ดูภาพกันนะครับ จานแรกประกอบด้วย เทมากิหรือข้าวห่อสาหร่ายแบบกรวย ซูชิกุ้ง ซูชิกั้ง แซลมอน ทุกรายการมองจากมุมบนเราแทบไม่เห็นข้าว เพราะถูกปกคลุมแบบเต็มๆด้วยปลา กุ้ง กั้ง 


ถ่ายเจาะเฉพาะซูชิกั้ง




สลับกันด้วยเมนูสุขภาพกันสักนิด เป็นเต้าหู้ที่อร่อยมาก 





จากนั้นก็สลับมาที่ท้องปลาแซลมอนทอด กรอบนุ่มผสมกันไป 


จัดกันมาอีกชุดสำหรับ เทมากิ



สังเกตจากจานหลังๆ เริ่มมีความแผ่วลง แต่ก็เรื่อยๆมาเรียงๆ




หลังจากจัดไปหลายจาน โดยส่วนตัวในด้านความประทับใจ รู้สึกเฉยๆ (กลางๆ) กับร้านนี้ แต่ก็ไม่ถึงกับแย่ แต่ถ้าอยากจะรับประทานร้านนี้ขอให้ไปร้านอื่นดีกว่า (ผู้เขียนเริ่มสับสน) จากนั้นก็ไปสู่การคิดค่าเสียหายด้วยการนำอุปกรณ์ที่ใช้ในการสั่งอาหารไปที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์บริเวณหน้าร้าน จากนั้นพนักงานจะแจ้งจำนวนเงินทั้งหมดที่ต้องจ่ายเป็นเงิน 12,357 เยน (หรือถ้าคิดเป็นเงินไทยก็คือ  3,700 บาท) พร้อมกับส่งมอบใบเสร็จที่แสดงผลงานที่พวกเราได้รับประทานเข้าไปทั้งหมดด้วย

ใบเสร็จของร้าน Kizuna  Sushi

วันจันทร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

คนเดินลัดสนาม หญ้าตาย คนเดินลัดสนามไม่ผิด ผิดที่คนออกแบบ


คนเดินลัดสนาม หญ้าตาย คนเดินลัดสนามไม่ผิด ผิดที่คนออกแบบ
บ่อยครั้งที่การออกแบบ (Design) ของนักออกแบบไม่สัมพันธ์กับพฤติกรรมจริงของผู้ใช้สิ่งนั้นหรือผู้บริโภค สิ่งที่เกิดก็จะเหมือนในภาพด้านบนคือคนเลือกที่จะเดินลัดสนามจนเกิดเส้นทางใหม่ เราจะไม่ดราม่าและพูดเรื่องความมักง่าย ไม่มีวินัย เดินลัดสนามจนทำให้หญ้าตาย   

คำถาม : ทำไมคนเดินลัดสนาม 
คำตอบ : มันย่นระยะทาง ไม่อ้อม ไม่เหนื่อย ถึงจุดหมายเร็วกว่า
หรือหลักคิดง่ายๆ คือ ทำให้ง่าย สะดวกสบายในการใช้งานและบรรลุเป้าหมายของผู้ใช้งานหรือแก้ปัญหานั้นได้ 

ตัวอย่างการเดินลัดสนามสะท้อนให้เห็นว่า นักออกแบบอาจจะไม่เข้าใจพฤติกรรมของคน ยึดตามหลักการออกแบบให้สวยงามแต่สิ่งที่ออกแบบมาไม่เป็นที่นิยม ไม่มีคนใช้งานเพราะใช้งานยาก ผู้คนอาจจะบอกว่า "มันทำให้ฉันเหนื่อย มันไกล ไม่ชอบใช้" ก็คือ Design ไม่โอเค ถ้าเป็นศัพท์แสงด้านการออกแบบสื่อสมัยใหม่ ก็คือ User Interface (UI) เหมือนที่เราเปิดแอปพลิเคชันบางแอปขึ้นมาแล้วใช้งานมันได้อย่างคล่องแคล่ว หาอะไรก็เจอ ทำทุกอย่างได้ตามขั้นตอนที่ถูกต้องแสดงว่าคนออกแบบสร้างแอปพลิเคชันได้สัมพันธ์กับผู้ใช้งานหรือเข้าถึงประสบการณ์ของลูกค้าหรือผู้ใช้งาน หรือ User Experience (UX) หลักของ UX คือ การทำให้ทุกอย่างที่ออกแบบให้ใช้งานง่าย สะดวกสบาย คล่องปรื๊ดดดด

เช่นเดียวกับการใช้งาน Smart Phone ต่างๆ ที่ผู้คนมักจะชอบแสดงพฤติกรรมเป็น ดาวไถ คือไถลงไถขึ้น มากกว่า การใช้นิ้วถ่างหุบไปมา ดังนั้น คนออกแบบก็ต้องออกแบบ User Interface ให้สัมพันธ์กับประสบการณ์ของผู้ใช้ (User Experience) ซึ่งก็คือพฤติกรรมดาวไถ (ขึ้น-ลง) นั่นเอง 

หรือเวลาที่เราเข้าไปจองโรงแรมที่พักไม่ว่าจะเป็น Booking , Agoda , Expedia, Traveloka  หรือแม้แต่ Airbnb เราก็จะรู้สึกว่าบางเว็บไซต์ดู Friendly และใช้งานง่าย แสดงว่า UI ที่ออกแบบมาถูกนำมาวิจัย สอบถามจากผู้ใช้แล้วนำกลับไปพัฒนาแก้ไขจนออกมาสอดคล้องกับประสบการณ์ผู้ใช้ทำให้ผู้ใช้เกิดพฤติกรรมจริงตามที่แบรนด์หรือคนออกแบบต้องการ
อีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กรณีของซอสมะเขือเทศ ที่คนออกแบบบรรจุภัณฑ์เป็นขวดและมีฝาอยู่ด้านบนนั่นคืองานออกแบบหรือเปรียบได้กับ User Interface (UI) ที่ลูกค้ามักจะพบเจอเป็นเรื่องปกติ แตวันหนึ่งมีคนแคร์หรือใส่ใจเรื่องประสบการณ์ผู้ใช้ซอสมะเขือเทศมากขึ้น ด้วยความเข้มข้นของซอสมะเขือเทศที่อาจจะเทยาก ก็เลยออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ฝาอยู่ด้านล่างหรือเป็นการกลับด้านของขวดนั่นเอง เพื่อแก้ปัญหาให้ผู้ใช้งานซอสมะเขือเทศขวดนี้เทซอสลงในอาหารได้ง่ายขึ้น


บทสรุปก็คือ ก่อนจะออกแบบอะไร หรือ สร้าง User Interface ในสื่อใหม่ต่างๆ ควรจะทำความเข้าใจประสบการณ์ผู้ใช้ (User Experience) ก่อน เพื่อให้งานออกแบบที่นักออกแบบทั้งหลายสร้างสรรค์ขึ้นมา แมชชิ่ง สัมพันธ์หรือเชื่อมต่อกับประสบการณ์ผู้ใช้และนำมาซึ่งประสบการณ์ที่ดี

***User Interface หรือ UI เป็นคำที่เกิดขึ้นก่อน User Experience (UX) UI เป็นคำที่เกิดขึ้นในยุคที่มีคอมพิวเตอร์แรกๆ ส่วน UX เกิดขึ้นในช่วงกลางทศวรรษ 90 โดย Don Norman หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง The Nielsen Norman Group

วันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

สื่อสารแบรนด์ยุคนี้...ต้องยืมมือลูกค้าแชะ แชท แชร์


ในอดีตคนที่มีบทบาทในฐานะผู้บริโภคมักจะทำหน้าที่เป็นผู้รับสารเพียงอย่างเดียว ดู อ่านและดาวน์โหลด (ยุค 1.0)  โดยมีเจ้าของแบรนด์ พนักงานขาย พรีเซนเตอร์ ทำหน้าที่เป็นผู้ส่งสาร เมื่อมาถึงยุคสมัยของเทคโนโลยี สื่อสังคมออนไลน์ที่เข้าอยู่ในมือของผู้บริโภคทุกคนทำให้ผู้บริโภคมีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่สร้างสารและส่งสารไปถึงคนจำนวนมากได้ในเครือข่ายของเราและเพื่อนๆ ด้วย ผู้ส่งสารจึงเป็นทั้งผู้สงสารและผู้รับสารในเวลาเดียวกัน สามารถอัพโหลดหรือนำเสนอข้อมูลใดๆไปสู่เครือข่ายสังคมออนไลน์ได้ (ยุค 2.0)  บทบาทของผู้บริโภคยุคใหม่จึงทำหน้าที่สร้างเนื้อหา สร้างสาร (User Generated Content) ซึ่งสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เพียงแต่บทบาทเช่นนี้ยังมีอยู่ในปัจจุบัน และในยุค 3.0 ผู้บริโภคสามารถกระโจนเข้าไปมีส่วนร่วมกับการสื่อสารในโลกดิจิทัลได้ 



เมื่อก่อนเวลาทำธุรกิจเราจะถูกสอนว่า แบรนด์ของเราจะเน้นทำธุรกิจแบบไหน Business to Business หรือ B2B เป็นการขายของระหว่างองค์กรกับองค์กรเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ หรือจะเน้นไปที่ Business to Consumer หรือ B2C เป็นการขายของกับลูกค้าโดยตรงเพื่อให้ลูกค้าซื้อไปใช้ไปบริโภค ดังนั้นโครงสร้างของการติดต่อและสื่อสารจึงเป็นแบบ องค์กรกับองค์กร องค์กรกับผู้บริโภค(ลูกค้า)


รูปแบบที่กล่าวมายังคงอยู่อย่างแน่นอน แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการ คนทำธุรกิจและเจ้าของแบรนด์ควรจะเข้าใจว่า ทุกวันนี้ ลูกค้าสื่อสารกับลูกค้าด้วยกันเองหรือที่เรียกว่า Human to Human

ภาพจาก http://peacockplume.fr
จุดเชื่อมระหว่าง User Generated Content กับ Human to Human จึงเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมซึ่งกันและกัน เมื่อลูกค้าไปพบเจออะไรที่  "น่าอัศจรรย์ มหัศจรรย์ น่าปลื้มปริ่ม ว้าว เซอร์ไพรส์ หรือเกินความคาดหวัง " ก็จะแชะหรือถ่ายคลิป แชทหรือพิมพ์ความคิดเห็นสุดแล้วแต่ว่าจะอวย จะชอบระดับใด จากนั้นก็แชร์ไปในสื่อสังคมออนไลน์ ถ้าลูกค้าคนนั้นมี Blog ก็เขียน Blog แล้วแชร์ ถ้าลูกค้าคนนั้นมี Facebook ก็ลงเรื่องราวที่พบเจอในเฟส ถ้าลูกค้าคนนั้นใช้ IG , Twitter ก็จะส่งเรื่องราวไปในช่องทางที่ตัวเองมี  
Related image


เมื่อลงเนื้อหาไปสักพักมีเพื่อนมาอ่าน มีเพื่อนของเพื่อนมาอ่าน ก็อาจจะชอบ เห็นด้วยหรืออยากจะแบ่งปันเนื้อหานั้นให้คนอื่นต่อไปอีก สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ก็คือ การสื่อสารระหว่างลูกค้าหรือคนสื่อสารกับคนด้วยกันเอง

ก่อนการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการใดก็แล้วแต่ ผู้บริโภคมักจะหาข้อมูลและไปอ่าน Blog อ่านข้อมูลในกระทู้พันทิป อ่านรีวิวตามช่องทางต่างๆ และที่สำคัญเราก็มักจะเชื่อในข้อมูลเหล่านั้น โดยที่เราก็ไม่เคยรู้จักคนเขียน คนรีวิวนั้นมาก่อน  จากในอดีตที่เรามักจะเชื่อและเคลิ้มไปกับสิ่งที่ดารา ผู้มีชื่อเสียงออกมาเชียร์ แนะนำผลิตภัณฑ์/บริการ หรือโฆษณาแบรนด์นั้น แต่ปัจจุบันอีกหนึ่งบุคคลที่เรามักจะเชื่อก็คือ "ใครก็ไม่รู้ที่เราก็ไม่รู้จักแต่เค้าไปมีประสบการณ์ตรงกับสิ่งนั้น" 

เอาล่ะ เราลองเปลี่ยนบทบาทจากผู้บริโภคมาเป็นเจ้าของแบรนด์ เจ้าของธุรกิจกัน เราจะใช้ประโยชน์จาก Human to Human หรือลูกค้าสื่อสารกันเองได้อย่างไร 

วิธีแรกที่เป็นวิธีพื้นฐานที่ทุกธุรกิจมักจะทำกัน คือ ถ้าลูกค้ามาใช้บริการก็ให้เค้ากดไลค์ เม้นท์แล้วแชร์ในเพจของเรา แลกกับโปรโมชั่นที่จะได้รับไม่ว่าจะเป็นส่วนลด การได้แถมสินค้า หรือสิ่งจูงใจ (Incentive) นั้น ส่วนผลลัพธ์ที่เจ้าของแบรนด์จะได้รับในด้านระดับของความเข้มข้นทางด้านความคิดเห็นและการเกิด impact จะค่อนข้างน้อย 

วิธีถัดมาที่อาจจะลองไปใช้ดูก็คือ ค้นหาจริตของลูกค้าส่วนใหญ่ คนเราชอบถ่ายรูป ถ่ายคลิปเนื้อหาแบบไหน แล้วแบรนด์ของเรามีเนื้อหาสาระแบบนั้นหรือไม่ เช่น ถ้าเราเป็นเจ้าของร้านอาหาร ในเมนูของเรามีอยู่ประมาณ 100 รายการ ก็ไม่จำเป็นต้องโดดเด่นทุกรายการ ขอให้เลือก "ไฮไลท์" บางรายการที่สามารถดึงมาเป็นลูกเล่นทางการตลาดให้คนถ่ายภาพ ถ่ายคลิป เช่น ร้านไอศกรีมที่ชื่อว่า Mo & Moshi มีเมนูไอศกรีมที่หลากหลาย แต่มีจะมีอยู่ 5-6 เมนูที่ลูกค้าเห็นแล้วจะต้องร้อง WOW ก็คือ ไอศกรีมที่มีขนาดถ้วยแบบมหึมาบิ๊กไซส์ด้วยสนนราคาหลักพัน ผลจากการทำเช่นนี้มีการแชร์ข้อมูลและรีวิวข้อมูลอยู่ในโลกออนไลน์ที่กระจายออกไปทั้งในประเทศและนอกประเทศ จนทำให้มีชาวต่างชาติหลายคนเข้ามาดู เข้ามาใช้บริการ 
ขอขอบคุณภาพจาก FB Art Thanyathorn





นอกจากจะไฮไลท์ที่ผลิตภัณฑ์แล้ว ถ้าเป็นร้านอาหาร ร้านขนม เครื่องดื่ม ต้องรู้จักสร้างจุดเด่นให้กับร้านอาหารควรให้ความสำคัญกับ "วิธีการนำเสนอหรือพรีเซนเทชั่นอาหาร" เพราะการพรีเซนเทชั่นอาหารอาจทำให้ลูกค้าตื่นตาตื่นใจแล้วก็อดรนทนไม่ได้ที่จะถ่ายภาพ ถ่ายคลิป อันเนื่องจากความวิจิตรบรรจง ความอลังการ ความมีเทคนิคบางอย่าง เช่น ร้านอาหารโอชา (OSHA) ที่มีวิธีนำเสนออาหารและเครื่องดื่มที่น่าสนใจ เข่น ปอเปี๊ยะเป็ดรมควัน ใช้เทคนิคนำเสนอด้วยการรมควัน
ปอเปี๊ยะเป็ดรมควันเสิร์ฟด้วยเทคนิคการใช้การรมควัน
กุ้งแช่น้ำปลาเสิร์ฟกับใบโหระพาอ่อนและเชอร์เบทน้ำยำคล้ายไอศกรีม

เครื่องดื่ม Osha Shada 

ร้านขนมที่ชื่อว่า Mocking Tales แบรนด์ที่มีต้นกำเนิดจากเทพนิยายที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่จินตนาการ ความฝันอีกต่อไป แบรนด์นี้มี Reference มาจากภาพยนตร์เรื่อง Beauty and the Beast ก็มีการถ่ายทอดเมนูขนมไอศกรีมได้อย่างน่าสนใจ


การที่ลูกค้าสื่อสารกับลูกค้าด้วยกันเอง นอกจากจะเป็นผลดีกับแบรนด์แล้ว แบรนด์ก็ต้อง "ระวัง" สถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นกับแบรนด์ได้เช่นกัน หากแบรนด์มีการบริหารจัดการหรือมีกระบวนการที่ไม่ดี ผลิตภัณฑ์มีข้อบกพร่อง คุณภาพผลิตภัณฑ์หรือการบริการไม่ดี  เช่น ลูกค้าแจ้งปัญหาที่เกิดขึ้นกับแบรนด์ไปแต่แบรนด์กลับเพิกเฉยไม่แก้ไข ก็อาจทำให้ลูกค้านำเรื่องราวเหล่านั้นไปสื่อสารผ่าน Facebook, Instagram, Twitter หรือ พันทิป รวมถึงบล๊อก เว็บบอร์ดต่างๆ ซึ่งช่องทางเหล่านี้จะทำให้เกิดการกระจายของข่าวสารในระดับหนึ่ง และเหตุการณ์ข่าวสารดังกล่าวจะกระจายมากขึ้นถ้ามี "นักข่าว" "สื่อในโลกออฟไลน์" "เพจดังต่างๆในออนไลน์" แชร์หรือนำข้อมูลเหล่านี้ไปกระจายบอกต่อ ความเสียหายก็จะเกิดขึ้นกับแบรนด์  ดังนั้นขอให้แคร์กับทุกกรณีที่ไม่ดีและเกิดขึ้นกับลูกค้า อย่าลืมนะครับ ยุคนี้ลูกค้ามีโทรศัพท์มือถือที่พร้อมจะถ่ายภาพนิ่ง ถ่ายคลิป บันทึกเสียง เป็นหลักฐานไว้ได้อย่างง่ายดาย

เมื่อก่อนเราจะสื่อสารอะไรต้องคำนึงถึง กลุ่มเป้าหมาย ลูกค้าเป้าหมาย  แต่วันนี้ แบรนด์กลับกลายเป็น เป้าหมายที่ลูกค้าจะคีย์ค้นหาเรื่องราวของแบรนด์ในโลกออนไลน์เพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อหรือใช้บริการ และถ้าลูกค้าค้นหาไปในโลกออนไลน์แล้วเจอข่าวไม่ดี เรื่องราวฉาวของแบรนด์หลายๆ ข่าว
ก็จะนำมาซึ่งวิกฤติที่จะเกิดขึ้น

จำไว้นะครับ อะไรที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ มันจะอยู่ในนั้นตลอดไป ไม่สามารถลบข้อมูล ความเห็นที่เป็นเรื่องไม่ดีของแบรนด์ออกไปได้ทั้งหมด เราควรสร้างแบรนด์ให้มีแต่ "ข่าวดี" "ประสบการณ์ดี" มีแต่คำชื่นชมแบรนด์มากกว่าการแสดงความระทมทุกข์ของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์