วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2561

Brand Character สร้างแบรนด์ให้มีชีวิต ใส่จริตจะก้านให้แบรนด์



Brand Character สร้างแบรนด์ให้มีชีวิต ใส่จริตจะก้านให้แบรนด์

ผศ.เสริมยศ ธรรมรักษ์
ภาควิชาการสื่อสารแบรนด์ คณะนิเทศศาสตร์
มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

เมื่อเราได้ไปตามงานอีเว้นท์ที่มีการรวมตัวกันของแบรนด์มากมาย สีสันของอีเว้นท์ก็จะมีมากมายตั้งแต่ แม่เหล็ก(Magnet) ที่ดึงดูดผู้คนให้มางานทั้งความแปลกใหม่ นวัตกรรมที่พลาดไม่ได้ เซเลปดาราชื่อดังที่อยู่ในกระแส กิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในอีเว้นท์ รวมถึงองค์ประกอบอื่นๆที่ถูกรวบรวมอยู่ในอีเว้นท์นั้น เป็นต้น

ผมได้มีโอกาสเข้าไปชมงาน THAIFEX - World of Food Asia 2018 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มนานาชาติ แน่นอนว่ามีผู้ประกอบการแบรนด์ต่างๆ มาปรากฏอยู่ในงานนี้กันเพียบทั้งในและต่างประเทศ

สีสันหนึ่งที่พบเห็นตั้งแต่ปีที่แล้ว (2017) จนถึงปีนี้ก็คือ การเพิ่มสีสันให้กับแบรนด์ด้วย Character หรือบางตำรับตำราจะเรียกว่า มาสคอต (MASCOT) ภาษาไทยบางคนจะเรียกว่า ตัวนำโชค 

Brand Character ก็คือ อะไรก็ตามที่แบรนด์นั้นสร้างขึ้นเพื่อเจตนาให้มีชีวิตจิตใจ จิตวิญญาณ อารมณ์ ความรู้สึกและยังทำหน้าที่เป็นเสมือนทูตของแบรนด์ (Brand Ambassador) ในการสื่อสารระหว่างแบรนด์กับลูกค้า และยังสามารถช่วยถ่ายทอดบุคลิกภาพของแบรนด์ผ่านคาแรคเตอร์ที่สร้างขึ้นนั้นได้ด้วย  คำว่า “อะไรก็ตาม” แล้วมันเป็นอะไรได้บ้างเราลองมาดูกัน
        1.คาแรคเตอร์ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาโดยถอดรหัสจากผลิตภัณฑ์นั้น เช่น ถอดรหัสจากประเภทของผลิตภัณฑ์ ถอดรหัสมาจากรูปทรงของสินค้า เป็นต้น  ถ้าขายชา อาจจะสร้างตัวคาแรคเตอร์ที่ชื่อว่า น้องใบชา ขึ้นมา อย่างในภาพด้านล่างเป็น Cha-man & Tea-Chan ของ Charoma Tearapy  ผลิตภัณฑ์ซอสไฮนซ์ ก็เป็นรูปน้องมะเขือเทศ ผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าว IF ก็ออกแบบมาเป็นลูกมะพร้าว  ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์นมของแบรนด์ VINAMILK  ก็จะใช้เป็นตัวคาแรคเตอร์ของวัว 








        2.คาแรคเตอร์ที่สร้างจากชื่อแบรนด์ เช่น แบรนด์ที่ชื่อ STAR ก็อาจจะมีตัวคาแรคเตอร์เป็นรูปดาว หรือแบรนด์ปุ้มปุ้ยปลายิ้ม (Smiling Fish) ก็ออกมาเป็นคาแรคเตอร์ปลายิ้ม 



        3.คาแรคเตอร์ที่ออกแบบมาจากรูปทรงของผลิตภัณฑ์ รูปทรงบรรจุภัณฑ์แล้วผ่านกระบวนการออกแบบให้ดูสวยงาม เหมาะสมและมีลูกเล่นต่างๆ รูปแบบนี้อาจจะไม่ได้ใช้เป็นแบรนด์คาแรคเตอร์อย่างจริงจัง แต่ใช้เป็นลูกเล่น (Gimmick) ในการสื่อสารตามงานอีเว้นท์ต่างๆ เพื่อสร้างสีสันและเป็นการเชื้อเชิญ เชิญชวนหรือบอกว่าบูธของแบรนด์นี้อยู่ตรงนี้ เห็นปุ๊ปทราบทันทีว่าเป็นผลิตภัณฑ์อะไร ในงานอีเว้นท์ประเภท Consumer Product มักจะใช้รูปแบบนี้ค่อนข้างเยอะ ลองดูจากตัวอย่างด้านล่าง 










        4.คาแรคเตอร์ที่สร้างมาจากสัตว์และผ่านกระบวนการดัดแปลงตัดแต่งทางพันธุกรรมให้ดูน่ารักและสามารถถ่ายทอดบุคลิกภาพ(Brand Personality) ของแบรนด์ได้ ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนคือ มังกรบาบิกอนของแบรนด์บาร์บีคิวพลาซ่าที่ได้รับการสร้างขึ้นมาจนเป็นมังกรที่มีชีวิต ใช้ในการสื่อสารผ่านโฆษณา การส่งเสริมการขายอย่างที่ครั้งหนึ่งมีการจัดทำของรางวัลในกิจกรรมล่าไข่บาร์บีกอนโดยใช้คาแรคเตอร์ของบาร์บีกอน การสื่อสารในเฟสบุ๊คแฟนเพจ การสื่อสารเรื่องราวต่างๆของแบรนด์บาร์บีคิวพลาซ่า การต่อยอดมังกรบาร์บีกอนไปสู่เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องปิ้งขนมปัง เตาอบ กาต้มน้ำ โดยการจับมือกับแบรนด์ Anitech





คาแรคเตอร์ที่สร้างขึ้นมาจากสัตว์จะสามารถใส่รายละเอียดของความน่ารัก นิสัยใจคอเข้าไปได้เพื่อดำเนินเรื่องให้คาแรคเตอร์นั้นมีชีวิตชีวา สนุก ร่าเริงหรือเป็นไปในทิศทางที่แบรนด์ต้องการ 

แบรนด์ข้าวตราไก่แจ้
แบรนด์แมลงไฮโซ
แบรนด์แมลงไฮโซ


        5.คาแรคเตอร์ที่ดึงมาจากโลโก้ของแบรนด์ เช่น แบรนด์เถ้าแก่น้อย ก็นำสัญลักษณ์ที่สร้างขึ้นเป็นรูปเถ้าแก่น้อยมาเป็นแบรนด์คาแรคเตอร์




        6.คาแรคเตอร์ที่มาจากการสร้างขึ้นมาใหม่แล้วตั้งชื่อคาแรคเตอร์นั้นให้มีการเชื่อมโยงกับแบรนด์ บางตัวเราเห็นแว๊บแรกอาจจะยังไม่รู้ว่าอะไร แต่เมื่อเชื่อมโยงกับแบรนด์ก็จะเกิดอาการ อ๋อ บางทีตัวคาแรคเตอร์นั้นอาจจะถอดมาจากบุคคลที่เป็นเจ้าของแบรนด์ก็ได้นะครับ 







หากแบรนด์ใดต้องการจะมีแบรนด์คาแรคเตอร์ ควรคำนึงหลักง่ายๆว่า ต้องเหมาะกับแบรนด์ เมื่อนำแบรนด์คาแรคเตอร์มาจัดทำเป็นหุ่นให้มีชีวิตแล้วต้องทำให้ผู้คนเห็นแล้วอยากจะเดินเข้ามาหา ทักทายโดยเฉพาะกลุ่มเด็กวิ่งเข้าหา ไม่ใช่ออกแบบมาแล้วเด็กวงแตกวิ่งหนีกันกระเจิงแถมพากันร้องไห้กลัวอีกต่างหาก อย่าลืมออกแบบท่าทาง อิริยาบถ เพื่อเพิ่มความน่ารักและความเป็นมิตรให้กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย  และควรเตรียมท่าประจำสำหรับ Action ถ่ายภาพกับลูกค้าเป้าหมาย อย่างที่ผมไปงาน Thaifex สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ตัวแบรนด์คาแรคเตอร์แทบทุกตัวมีท่าประจำเมื่อเรายกกล้องขึ้นถ่ายภาพ เรียกว่า รู้งานนั่นเอง 





หลังจากที่แบรนด์ได้สร้างคาแรคเตอร์หรือมาสคอตขึ้นมาแล้ว ต้องทำอย่างไรต่อ เรามาดูกัน

        1.นำแบรนด์คาแรคเตอร์นั้นไปใช้ในการสื่อสารผ่านจุดสัมผัสแบรนด์ต่างๆอย่างกลมกลืนและเหมาะสม เช่น นำมาสร้างสีสันในอีเว้นท์ ให้แบรนด์คาแรคเตอร์เป็นตัวเล่าเรื่องในสื่อโฆษณาของแบรนด์ ในคลิปที่จะใช้ในการสื่อสารแบรนด์  เป็นต้น อย่าตั้งใจยัดเยียดการใช้แบรนด์คาแรคเตอร์ขอให้พิจารณาว่าจุดสัมผัสแบรนด์นั้นๆ ควรจะใช้แบรนด์คาแรคเตอร์หรือไม่ ถ้าใช้แล้วพบว่ามันไม่น่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆให้กับแบรนด์ทั้งในเชิงกลยุทธ์และการสื่อสารแบรนด์ก็ควรยุติการใช้
        2.ใช้แบรนด์คาแรคเตอร์ในการถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก จิตวิญญาณบุคลิกภาพ ความมีชีวิตชีวาให้กับแบรนด์ในทิศทางที่คงเส้นคงวา อย่าให้แบรนด์คาแรคเตอร์เป็นไบโพล่ามีบุคลิกแกว่งไกวไปมาเด็ดขาด
        3.นำแบรนด์คาแรคเตอร์ที่สร้างขึ้นให้ไปเชื่อมต่อให้อยู่ในชีวิตประจำวัน ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
        4.ใส่เรื่องราวให้กับแบรนด์คาแรคเตอร์อย่างต่อเนื่อง ให้คิดว่าแบรนด์คาแรคเตอร์ก็คือ คนหนึ่งคนที่มีชีวิต มีลมหายใจ และมีการดำรงอยู่
        5.ต่อยอดเชิงธุรกิจให้กับแบรนด์คาแรคเตอร์ เช่น ผลิตภัณฑ์ ของที่ระลึก เช่น ถ้าแบรนด์คาแรคเตอร์เป็นสัตว์น่ารักๆ อาจจะนำไปทำเสื้อยืดลายสัตว์ชนิดนั้น หรือทำเป็นผลิตภัณฑ์ตุ๊กตา พวงกุญแจขายเป็นที่ระลึก 
Brand Character ของ The Verona at Tub Lan 
แบรนด์คาแรคเตอร์สามารถนำไปใช้กับอะไรได้บ้าง ต่อไปนี้เป็นเช็คลิสต์ให้ไว้แต่การใช้ต้องให้มีความเหมาะสมและเชื่อมโยงกับแบรนด์ ช่วยเสริมแบรนด์
        -นำไปใช้กับกิจกรรม อีเว้นท์ เพื่อเพิ่มสีสันและได้ผลลัพธ์ในด้านการถ่ายภาพ การกระจายในโซเชี่ยลมีเดียต่างๆ ต่อไป
        -นำไปใช้กับการเล่าเรื่องในภาพยนตร์โฆษณา ในคลิปหรือสื่อโฆษณาต่างๆ 
        -นำไปใช้ในการส่งเสริมการขาย การทำโปรโมชั่นแต่อย่ายัดเยียดในการขายของ นำไปใช้ประกอบได้
        -นำไปใช้ประกอบอยู่บนบรรจุภัณฑ์
        -นำไปใช้ในการสื่อสารผ่านจุดสัมผัสแบรนด์ออนไลน์
        -นำไปใช้ในการสร้างเป็นสินค้าที่มีแบรนด์คาแรคเตอร์เพื่อขาย
        -นำไปใช้เป็นสื่อ ณ จุดขาย หรือจุดให้บริการ
        -นำไปใช้ในการสื่อสารข้อมูลใดๆของแบรนด์แทนการใช้คน เพื่อลดระดับความจริงจังของการให้ข้อมูลด้วยภาษาของแบรนด์คาแรคเตอร์นั้น

          Brand Character หรือจะเรียกว่ามาสคอต ตัวนำโชคหรือหุ่นตุ๊กตาใดๆก็แล้วแต่ เมื่อสร้างขึ้นมาแล้วจะช่วยทำให้แบรนด์มีชีวิตชีวาขึ้นมาผ่านจริตจะก้านที่ฝังเข้าไปในตัวแบรนด์คาแรคเตอร์ ขออย่างเดียวอย่าให้แบรนด์คาแรคเตอร์นั้นมีอาการซึมเศร้า รวมถึงไบโพล่าร์เป็นอันใช้ได้ครับ 

วันอังคารที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

นั่งดูโฆษณาวันหยุด เงินอาจหลุดจากกระเป๋า



 นานๆ จะได้มีโอกาสนั่งดูทีวีแบบจริงจังในวันหยุด ดูโฆษณาแล้วก็เคลิ้มจนอยากจะสั่งซื้อในทันที  โฆษณาที่ว่านี้เรียกว่า Direct Response Advertising หรือโฆษณาเพื่อผลตอบสนองกลับโดยตรงและทันที เป็นโฆษณาที่ต้องการให้ผู้บริโภคเป้าหมายชมแล้วเกิดพฤติกรรมการตอบสนองด้วยการสั่งซื้อ ไม่ได้ต้องการเพียงแค่ให้รับรู้แต่ต้องการการกระทำนำมาซึ่งยอดขาย ขายได้ขายดีขายด้วยแจกฟรีด้วยนั่นเอง โฆษณารูปแบบนี้จะกล่อม ยั่วยวน สร้างความเร้าใจให้กับผู้บริโภคด้วยความยาวประมาณ 90-120 วินาที และมักจะออกอากาศกันอย่างมากมายในช่วงเวลากลางวันหรือช่วงที่ไม่ใช่เวลาไพรม์ไทม์เพราะช่วงไพรม์ไทม์ค่าโฆษณาแพง  
ตลอดระยะเวลา 90-120 วินาที โฆษณารูปแบบนี้จะยั่วยวนเราด้วยอะไรบ้าง มาดูกันเลยครับ
1.เปิดเรื่องด้วยปัญหา
2.นำพาซึ่งการแก้ไข
3.ไล่เรียงบอกราคา
4.อ๊ะอ๋ารอฟังข้อเสนอเด็ด
5.อยากดีใจน้ำตาเล็ดต้องรีบโทร
6.โอ้โหฟินสุดเงินหลุดจากกระเป๋า

1.เปิดเรื่องด้วยปัญหา
          การจะขายของหรือนำเสนออะไรให้ “โดนใจ” “แทงใจดำ” ผู้บริโภคได้ จะต้องแจกแจงปัญหา ความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน ถ้าเมื่อใดผู้บริโภค “หยุด” ชมโฆษณาแสดงว่า เค้าอาจจะกำลังเห็นตัวเองอยู่ในสถานการณ์นั้น หรือเริ่มถูกยั่วยวนในระดับอนุบาลถึงประถม  ถ้าขายอุปกรณ์ทำครัวต้องแสดงภาพปัญหาเกี่ยวกับความยุ่งยากในการทำครัว  ถ้าขายกระทะก็ต้องแสดงภาพสารพัดสารเพปัญหา เช่น อาหารติดกระทะ ใช้น้ำมันเยอะ ยุ่งยากในการทำความสะอาด  ถ้าขายเสื้อชั้นในก็ต้องพูดถึงการใส่ไม่สบาย อึดอัด เป็นต้น โดยสรุปแล้วโฆษณารูปแบบนี้จะเริ่มต้นด้วยการ “กระตุ้น” หรือ “กระตุก” ต่อมปัญหาของผู้บริโภคขึ้นมาก่อน


2.นำพาซึ่งการแก้ไข
          หลังจากได้พรั่งพรูสารพัดปัญหาแล้ว ก็มาถึงขั้นของการแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภคด้วยคุณสมบัติและประโยชน์ คุณงามความดีของผลิตภัณฑ์นี้ เช่น ถ้าเปิดเรื่องด้วยริ้วรอยมาคอยเราอยู่ที่ใบหน้า ก็ต้องแก้ไขด้วยครีม ABC ที่สกัดจากสัตว์ในทะเลน้ำลึกที่มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการแก่กว่าวัยและทำให้ผิวหน้ากระชับ ในระดับการแก้ไขด้วยผลิตภัณฑ์นี้ เจ้าของผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาบางรายอาจจะเอาลูกค้าที่เคยใช้แล้วมาพูดถึงผลลัพธ์จากการใช้ผลิตภัณฑ์ เช่น ที่บ้านซื้อชุดชั้นในนี้ไว้เพียงเกือบร้อยตัว  มาถึงที่ทำงานแล้วตกใจนึกว่าลืมใส่ชุดชั้นในมาที่ไหนได้ใส่มาแล้ว เป็นต้น ด้วยเหตุนี้การโฆษณาจึงต้องนำเสนอภาพเพื่อยั่วยวนลูกค้าให้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์แก้ปัญหาได้ มีผู้คนมาพูดบอกกล่าวและใช้มากมาย ภาพที่นำเสนอออกมาจะต้องเป็นแนว “โลกสวย”


3.ไล่เรียงบอกราคา
          หลังจากที่สาธยายคุณประโยชน์มากมายหลายสิ่งแล้ว ขอย้ำว่า “ต้องมากมายหลายสิ่ง” เพราะมันจะตามมาด้วยราคาที่ค่อนข้างแพง ถึงแพงมาก ชนิดที่เรียกว่า ฟังครั้งแรกต้องตกใจ อยากจะเดินจากไปหรือเปลี่ยนช่องทันที เพราะเค้าต้องการแสดงให้เห็นว่า “ผลิตภัณฑ์นี้มีคุณค่า” “ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ใช่ไก่กา” “ครีมนี้ไม่ได้กวนกันเองหลังบ้าน” เราก็จะพบเห็นว่าราคาต่อชิ้นแพงมากมาย ราคาที่บอกในช่วงเวลานี้จะเป็นราคาต่อหนึ่งชิ้น เพื่อจะยกระดับการยั่วยวนลูกค้าในระดับมัธยมฯในขั้นตอนต่อไป ดังนั้นใน Step นี้จึงโฟกัสไปที่การบอกถึงราคาที่ทรงคุณค่า แพง พรีเมี่ยม แล้วอย่าเผลอนำเสนอราคาลงท้ายด้วยเลข 9 นะ หมดค่าทันที


4.อ๊ะอ๋ารอฟังข้อเสนอเด็ด
          หลังจากสะพรึงกับราคาต่อชิ้นไปแล้ว ก็จะตามต่ออย่างรวดเร็วด้วย “ข้อเสนอเด็ด” ด้วยข้อความที่ว่า “....แต่ถ้าท่านซื้อผลิตภัณฑ์ ABC จากราคาขวดละ 5,000 บาท วันนี้เราจะมอบให้ท่านอีก 4 ขวด รวมทั้งหมด 5 ขวด เท่ากับว่าเหลือเพียงขวดละ 1,000 บาทเท่านั้น....” เค้าก็จะเคาะเครื่องคิดเลขคำนวณให้เราเสร็จเรียบร้อย เพื่อให้เราคิด ตัดสินใจ เกิดความคิดอยากจะเสียเงินซื้ออย่างฉับพลันเป็นการกระตุ้นลูกค้าในระดับมัธยมฯ โดยสรุปแล้วในขั้นตอนนี้เป็นการกระตุ้นพฤติกรรมผู้บริโภคให้เกิดการตัดสินใจด้วย มนต์เสน่ห์ของการลดแลกแจกแถม ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้อะไร แต่คนไทยมักจะหลงใหลกับโปรโมชั่นประเภทซื้อ 1 แถม 1 แต่โปรโมชั่นแบบนี้อาจไม่แรงพอกับโฆษณาแบบนี้อาจจะต้องแถมมากกว่านี้ ทำให้ลูกค้าเล็งเห็นว่า จ่าย 5,000 บาทได้อะไรกลับมาเพียบ และลูกค้าก็จะลืมราคาที่ทรงคุณค่าไปในบัดดล 



5.อยากดีใจน้ำตาเล็ดต้องรีบโทร
ยังนะครับการกระตุ้นผู้บริโภคไม่ได้มีเพียงแค่นั้นการกระตุ้นด้วยการจ่ายเงินเยอะแล้วได้ผลิตภัณฑ์หลายชิ้นเป็นเพียงแค่การกระตุ้นระดับมัธยมฯ ในโฆษณาประเภทนี้จะต้องกระตุ้นระดับขั้นเทพด้วยการเร่งพฤติกรรมการซื้อเพราะคนเราบางคน (ขอย้ำว่าบางคน) จะมีสภาพความเฉื่อยในด้านพฤติกรรม (Inertia) ดังนั้นบ่อยครั้งเจ้าของผลิตภัณฑ์จึงต้องกระชากด้วยข้อเสนอที่เข้มข้นกว่าเดิมเพื่อเร่งการซื้อและปิดการขายให้เร็วที่สุด  ด้วยเหตุนี้โฆษณาจึงมักจะตามต่อด้วยข้อความที่ว่า “....แต่เดี๋ยวก่อน สำหรับ 59 สายแรกที่โทรเข้ามา เราจะลดเหลือ........บาท” ข้อเสนออาจจะเป็นรูปแบบอื่น เช่น แถมกิฟท์เซ็ต แถมผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปเสริมการใช้งานกับผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาไว้ เป็นต้นอาจเรียกว่าเป็นโปรโมชั่นซ้อนโปรโมชั่นเข้าไปอีก ผู้บริโภคที่ตัดสินใจซื้อตั้งแต่ในขั้นของข้อเสนอเด็ดไปแล้ว(ขั้นที่ 4) เมื่อได้ยิน Step นี้ก็จะรู้สึกว่าปลื้มปริ่ม ฟินสุดสุดเพราะฉันได้ผลิตภัณฑ์เพิ่มหรือได้ส่วนลด  นอกจากข้อความเร่งรัดให้โทรแล้วอาจจะมีการเพิ่มข้อความเพื่อให้ลูกค้าสบายใจ เช่น รับประกันไม่พอใจคืนเงินภายใน 30 วัน

6.โอ้โหฟินสุดสุดเงินหลุดจากกระเป๋า
          ในขั้นตอนนี้ก็คือการเข้าสู่กระบวนการสั่งซื้อ ชำระเงินด้วยกรรมวิธีต่างๆที่มีบริการลูกค้า จากนั้นลูกค้าก็รอผลิตภัณฑ์ที่จะส่งมาถึงแล้วจึงเข้าสู่กระบวนการใช้ผลิตภัณฑ์นั้น ในขั้นนี้ฟากฝั่งที่ฟินสุดสุดน่าจะเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์มากกว่าเพราะบรรลุเป้าหมายของโฆษณาที่เรียกว่า Direct Response Advertising นั่นคือ เกิดผลตอบสนองกลับที่เรียกว่า Action นั่นเอง โฆษณารูปแบบนี้จะมีคุณงามความดีคือ สามารถวัดผลได้ทันทีว่าที่ออนแอร์โฆษณาไปในช่วงที่ซื้อสื่อไว้มีคำสั่งซื้อหรือโทรศัพท์โทรเข้ามามากน้อยเพียงใด เป็นการวัดประสิทธิภาพและประสิทธิผลของสื่อโฆษณาด้วย
          โฆษณารูปแบบนี้น่าจะเป็นผลดีสำหรับเจ้าของผลิตภัณฑ์ แต่ถ้าเป็นผู้บริโภคเปิดชมหรือพบเห็นโฆษณาแบบนี้ตลอดทั้งวัน อาจจะเกิดความอยากได้ อยากมี “เพราะของมันต้องมี” ก็ได้ ยังไงก็อย่าซื้อทุกอย่างที่เห็นนะครับ เพราะเงินอาจจะหลุดจากกระเป๋าไปเพียบ

วันเสาร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2561

รีวิวอย่างไรไม่ให้เดือดร้อน

คำว่า“รีวิว”น่าจะเป็นคำฮอตฮิตในช่วงนี้รวมถึงในยุคที่สื่อสังคมออนไลน์เข้ามามีบทบาทในการสื่อสารการตลาด จนทำให้เป็นสงครามของการรีวิวเต็มไปหมด 
  • ยุคที่ดารา นักแสดง คนดังมีพื้นที่ของตัวเองในแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook Instagram Twitter และมียอดผู้ติดตามที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับดารา นักแสดง คนดัง เพื่อรับงานโฆษณา โปรโมทสินค้าต่างๆ
  • ยุคที่ผู้รับสาร ผู้บริโภคสามารถเปลี่ยนบทบาทหรือสถานะมาเป็นผู้ที่แสดงความคิดเห็นได้มากขึ้น รีวิวผลิตภัณฑ์หรือบริการต่างๆที่ตนเองไปกิน ดื่ม ช้อป และใช้บริการ ผู้บริโภคบางคนก็สร้างความโดดเด่นเฉพาะให้กับตนเองด้วยการสร้าง Blog ขึ้นมาจนมีชื่อเสียงในด้านใดด้านหนึ่ง เช่น รีวิวโรงแรม ที่พัก รีวิวเรื่องผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับความงาม เป็นต้น
  • ยุคที่แบรนด์ต้องพึ่งพาผู้มีอิทธิพลมากมายเพื่อให้แบรนด์นั้นสามารถ "ซอกซอน" เข้าไปหาลูกค้าเป้าหมายได้แบบกระชับพื้นที่และมีรายได้จากยอดขายตามมา เราก็จะได้ยินศัพท์แสงเก่าใหม่ผสมกันไป เช่น Online Influencer, KOL (Key Opinion Leader) , Micro Influencers
ถ้าแปลด้วย Google Translate หรือจะแปลแบบกำปั้นทุบดิน คำว่า “รีวิว หรือ Review” คือ ทบทวน ถ้าแปลแบบนี้อาจจะงงๆ มันก็คือการที่เรามีประสบการณ์บางอย่างกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (ผลิตภัณฑ์ บริการ ภาพยนตร์ อีเว้นท์ หรือสิ่งอื่นใดก็แล้วแต่) แล้วอยากจะนำสิ่งนั้นมาแบ่งปัน ก็เลยนั่งคิด “ทบทวน” เรื่องราวของสิ่งที่จะรีวิวนั้น (เหมือนเพลงผู้ชายในฝันที่บอกว่า ตีห้าไม่ถึงก็จวน คิดทบทวนเรื่องฝันชั้นดี ขนาดฝันยังต้อง รีวิว เลย) เช่น ถ้ามีประสบการณ์ใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อการบรรเทาน้ำหนักลงแล้วประทับใจก็รีวิวถึงคุณงามความดีของผลิตภัณฑ์นั้นและอาจจะมีการบอกถึงผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้น หรือ ถ้าไปดูหนัง Avengers Infinity War มาแล้วประทับใจสุดๆ อยากจะแสดงความคิดเห็น แชร์ให้คนอื่นได้อ่าน แนะนำให้คนอื่นไปชมก็อาจจะนั่งทบทวนแล้วเขียนถึงภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ทั้งนี้การรีวิวอาจจะต้องมีทั้งมุมบวกและลบ ข้อดีและข้อเสีย จุดเด่นและจุดที่ควรระวัง
รู้จักรีวิว 3 แบบ การรีวิวที่เรามักจะพบเห็นกันในชีวิตประจำวันก็จะมีอยู่ 3 แบบคือ แบบที่ 1 การรีวิวแบบให้ผลิตภัณฑ์กับผู้รีวิวไปใช้หรือหากเป็นธุรกิจบริการก็คือการเชื้อเชิญให้ผู้รีวิวไปใช้บริการโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ แต่มีเงื่อนไขว่า ต้องกลับมารีวิวให้ หรือเรียกว่าเป็นการแลกเปลี่ยนหรือ Barter กันระหว่างผู้รีวิวกับเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือบริการ โดยบุคคลที่รีวิวนั้นอาจจะเป็นดารา นักแสดง คนดัง บล็อกเกอร์ หรือ Online Influencer ใดๆในโลกนี้ สรุปก็คือ “ได้ของฟรีมา รีวิวแลกเปลี่ยนกลับไป”
แบบที่ 2 การรีวิวแบบการว่าจ้างด้วยการให้ผลิตภัณฑ์ฟรีหรือใช้บริการฟรีและเมื่อรีวิวแล้วให้ค่าตอบแทนในการรีวิวด้วย อันนี้เรียกว่า ป๋าสุดๆ ดังนั้นโอกาสที่เนื้อหาในการรีวิวจะเป็นไปในทิศทางบวกจะค่อนข้างมาก สรุปก็คือ “ได้ของฟรี รีวิวแล้วได้เงินด้วย”
แบบที่ 3 การรีวิวแบบไม่มีการว่าจ้างใดๆ ผมชอบเรียกมันว่า รีวิวด้วยเสน่หา ปลื้มปริ่ม และอยากบอกสิ่งดีๆให้กับผู้คน เพื่อนได้รับทราบถึงประสบการณ์ที่ได้พบเจอมา รีวิวรูปแบบนี้คนรีวิวมักจะเป็นผู้ซื้อผลิตภัณฑ์หรือดั้นด้นไปใช้บริการและเสียค่าบริการเอง ไม่มีการสนับสนุนให้ใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการแบบฟรีๆ และไม่มีการรับค่าตอบแทนในการเขียนรีวิว ซึ่งแน่นอนว่าเราจะพบความจริงจากการรีวิวแบบนี้ เช่น ข้อมูลที่รีวิวอาจจะมีทั้งบวกและลบ ถ้าประทับใจในสิ่งนั้นมากก็อาจจะบวกมากหน่อยลบน้อยหน่อย หากคนที่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือจากการรีวิว ควรจะให้ข้อมูลหรือความเห็นที่รอบด้านและเป็นจริง เพื่อต่อยอดความน่าเชื่อถือเพื่อให้ผู้คนมาติดตามเราอีก สรุปแบบนี้ก็คือ “รีวิวด้วยเสน่หาและอารมณ์ปลื้มปริ่ม” อย่างใน pantip เราจะเห็นตัวย่อที่กำกับอยู่กับกระทู้ที่เป็นการรีวิว เช่น CR ย่อมาจาก Consumer Review ก็คือ ผู้รีวิวไปซื้อหรือใช้บริการด้วยเงินตัวเองแล้วรีวิวเองไม่มีการจ้างวาน และ SR ย่อมาจาก Sponsored Review คือมีคนให้ผลิตภัณฑ์หรือมอบข้อเสนอให้ไปใช้บริการฟรี แลกเปลี่ยนกับการเขียนรีวิวให้ โดยสรุปแล้ว การจะรีวิวอะไร ผู้รีวิวจะต้องมีประสบการณ์กับสิ่งนั้นๆก่อน ไม่ว่าจะเป็น ต้องเคยใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้นมาแล้ว ใช้เครื่องสำอางนั้นมาแล้ว ได้ใช้โทรศัพท์มือถือนั้นอย่างจริงจังแล้ว ไปชมภาพยนตร์เรื่องนั้นมาแล้วและนำมารีวิว(แต่อย่าสปอยล์นะ) ได้ไปใช้บริการก็คือนอนที่โรงแรมหรือที่พักนั้นๆแล้ว เคยไปใช้บริการร้านอาหารนั้นแล้วสัมผัสทั้งรสชาติอาหาร สัมผัสทั้งบริการ
รีวิวไม่ดี เดี๋ยวชื่อเสียงจะปลิวนะ เราลองมาดูวิธีรีวิวอย่างไรให้ปลอดภัย
1.ก่อนรีวิวต้อง กิน ดื่ม ใช้ สัมผัสกับผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้นมาแล้ว ทำตัวเป็นผู้บริโภค เมื่อมีประสบการณ์กับสิ่งนั้นแล้วเราอยากจะบอกอะไรให้เพื่อน คนที่ฟอลโลว์เราได้ทราบ ถ้าเราเป็นคนดัง ดารา นักแสดง ก็จะเป็นนักแสดง คนดังที่อยู่ในฐานะผู้บริโภคคนหนึ่งและสิ่งที่รีวิวออกมาจะมี “ความจริงใจ” ถ่ายทอดออกมาด้วย
2.ความอ่อนไหวในการรีวิวของผลิตภัณฑ์หรือบริการแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน ทำให้ผู้รีวิวจะต้องตระหนักว่าการรีวิวผลิตภัณฑ์หรือบริการแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน ในบางผลิตภัณฑ์อาจมีความอ่อนไหวเพราะต้องบริโภคเข้าสู่ร่างกาย เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องกินเข้าไปอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง หรือครีมบางชนิดเมื่อผู้บริโภคบางคนใช้ไปแล้วอาจทำให้หน้าพังและเราคงไม่สามารถเอาหน้าเดิมของเค้ากลับมาได้ ด้วยเหตุนี้ ผู้รีวิวอาจจะต้องมีความรับผิดชอบก่อนที่จะอวดอ้างสรรพคุณใดๆทั้งในด้านการตรวจสอบบริษัทที่ผลิตสินค้า การตรวจสอบเลข อย. การดูข้อมูลต่างๆ จนถึงระดับสูงสุดคือ ผู้รีวิวอาจจะต้องเป็น “หนูทดลอง” สินค้า หรือบริการนั้นซะเอง เพราะจริงๆแล้ว การรีวิว ก็คือ ผู้รีวิวต้องมีประสบการณ์กับสิ่งนั้น ทั้งนี้การรีวิวผลิตภัณฑ์ที่ต้องกินก็จะแตกต่างจากการรีวิวที่พัก โรงแรม ที่อาจจะเกิดผลกระทบในเชิงเสียหายได้น้อยกว่า
3.ศึกษากฎหมาย พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ชนิดนั้นๆ เพราะแต่ละผลิตภัณฑ์จะมีข้อห้าม การใช้คำอวดอ้างสรรพคุณบางลักษณะ เช่น ในอดีตมีดารา นักแสดงบางท่านได้นำเสนอภาพของเบียร์ยี่ห้อหนึ่งพร้อมกับการมีแฮชแท๊กที่บอกถึงรสชาติของเบียร์หรือจุดจำหน่าย กรณีนี้ก็เข้าข่ายการโฆษณา แต่กฎระเบียบของการโฆษณา ห้ามโฆษณาแบบนี้ ในเวลานั้นจึงมีคำเตือนสำหรับดารา นักแสดง คนดังว่า ห้ามนำภาพเบียร์ขึ้นใน IG
4.ให้นึกถึง “ชื่อเสียง” ที่สั่งสมมาของตัวเอง ผมเชื่อเหลือเกินว่า ชื่อเสียงของดารา นักแสดง คนดังหลายๆท่านไม่ได้สร้างขึ้นในวันเดียว มันเกิดจากการสั่งสมชื่อเสียง รักษาชื่อเสียง ดังนั้นการจะรีวิวอะไรก็แล้วแต่ อย่าให้ค่าตอบแทนของเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่เรารู้สึกคลางแคลงสงสัยในคุณสมบัติมาบั่นทอนชื่อเสียงที่เราสร้างมายาวนาน มันไม่คุ้ม ถ้าตัวเรายังไม่กล้าทดลองใช้ผลิตภัณฑ์นั้น ก็อย่าไปเสียดายเงินค่าตอบแทนนั้นเลย เสียดายชื่อเสียงของเราดีกว่า
เจ้าของธุรกิจต้องคิดถึงความยั่งยืน
การรีวิวที่มีการจ้าง มีค่าตอบแทนให้กับผู้รีวิวจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีเจ้าของแบรนด์ที่ทำหน้าที่ให้การสนับสนุนค่าตอบแทนในการรีวิว ถ้าเจ้าของธุรกิจต้องการขายของครั้งเดียวแล้วเลิก คุณภาพเป็นสิ่งที่เราไม่สนใจ ความปลอดภัยต่อร่างกายเราไม่สน นั่นอาจจะเข้าข่ายรวยแล้วเลิก หรืออาจจะรวยแล้วคุก คุก คุก แต่ถ้าเราไม่ใช่เจ้าของธุรกิจแบบที่ว่า จะต้องจริงจังกับการสร้างชื่อเสียงด้วยการผลิตสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพ แสดงความรับผิดชอบเมื่อเกิดปัญหาขึ้นกับผู้บริโภค และบริหารแบรนด์ด้วยความจริงใจ ในยุคนี้ที่เรียกว่า 4.0 หรือจะ 5.0 6.0 แบรนด์ต้องอาศัยพลังของผู้บริโภค วันนี้ผู้บริโภคเค้าคุยกันเอง แบรนด์ต้องประพฤติตัวให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราจริงใจ เรารับผิดชอบ เรามีคุณภาพ ดีกว่าให้ลูกค้ารู้สึกว่า แบรนด์เราตอแหล ไม่แยแสที่จะรับผิดชอบ กอบโกยกำไร
ผู้บริโภคยุคนี้ต้อง Strong ทุกวันนี้ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าเทคโนโลยีอยู่ในมือของพวกเราทุกคน เราสามารถค้นหา อ่าน เปรียบเทียบข้อมูลได้ตลอดเวลา ดังนั้น ผู้บริโภคจึงต้องเสริมสร้างความสตรองให้กับตัวเองใน 4 เรื่อง
1.Strong ด้วยการหาข้อมูลผ่านสิ่งที่อยู่ในมือท่าน คือ โทรศัพท์มือถือหรือ อุปกรณ์การสื่อสารเคลื่อนที่ต่างๆ ไม่ใช่แค่เลข อย. แต่ลึกไปถึงการรีวิวในหลายๆมิติ อย่าเชื่อแหล่งข้อมูลเดียว การเข้าไปเยี่ยมชมเฟสบุ๊คของแบรนด์ ลองดูว่า ยอดผู้คนติดตามเท่าไหร่ แล้วในแต่ละโพสต์มีคนสนใจกดไลค์ หรือเม้นท์มากน้อยเพียงใด บางทีเราอาจจะเจอแบรนด์ที่ยอดไลค์เพจเพียบ ถล่มทลายมีคนติดตาม หลัก 100,000 คน แต่คนกดไลค์โพสต์อยู่ที่หลัก 10 มันเป็นไปได้ไหม
2.Strong ด้วยมุมมองที่ว่า “รับผิดชอบต่อชีวิตของตัวท่านเอง” อะไรก็ตามที่มีการบริโภคผ่านปากเข้าไป การฉีดเข้าไป มันย่อมเป็นเรื่อง Sensitive การบริโภคผลิตภัณฑ์อาหาร ยา อาจอันตรายกว่าการไปใช้บริการโรงแรม ดูภาพยนตร์ เพราะมัน Effect ต่อร่างกาย สุขภาพ “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน”
3.Strong ต่อการไม่หลงใหลไปกับสิ่งยั่วยวนที่เรียกว่า Promotion ลด แลก แจก แถม ควรมีความสมเหตุสมผล ผู้บริโภคหลายคนมักจะมีความอ่อนไหวต่อราคาผลิตภัณฑ์ที่ราคาถูก (Price Sensitivity) ลองพิจารณาดูว่า มันถูกกว่าผลิตภัณฑ์อื่นในตลาดเดียวกันหรือถูกกว่าแบรนด์อื่นจนผิดสังเกตหรือไม่ ถ้าท่านตั้งคำถามหรือนึกในใจว่า “ขายได้ยังไงราคานี้” แสดงว่ามันน่าสงสัยแล้ว
4.Strong ต่อการไม่หลงเชื่ออะไรง่ายๆ และไม่ต้องรีบร้อนตัดสินใจซื้อ ถ้าของมันดี ยังไงมันก็อยู่ที่ร้าน อยู่ที่เว็บ บางเว็บที่มีลูกค้ามักไปโพสต์รีวิว เค้าจะแบ่งเลยว่า เป็น Sponsored Review หรือ Customer Review ลองสังเกตดู รีวิวที่น่าเชื่อถือควรจะเป็นรีวิวที่มาจากประสบการณ์การใช้งานสินค้านั้นจริง ซึ่งรีวิวพวกนี้ย่อมมีทั้งบวกและลบ อาจจะมีเชิงบวก 5 เชิงลบ 2 อย่างน้อยผลิตภัณฑ์นั้นก็ไม่ได้เพอร์เฟ็คท์ไปซะทุกอย่าง
ถ้าวันนี้เราเป็นผู้บริโภค เราจะพบเห็นสงครามของการรีวิวมากมาย รีวิวไหนควรเชื่อ รีวิวไหนควรชิ่ง เราคงต้องนั่ง “ทบทวน” รีวิวนั้นด้วย

วันจันทร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2561


SUSHI HARI  ซูชิที่นี่ ปลาปิดข้าวมิดเลย

เมื่อเดือนที่แล้วมีโอกาสแวะไปกินซูชิที่ร้าน SUSHI HARI (ซูชิฮาริ) ตั้งอยู่ใน อเวนิวแจ้งวัฒนะ ชั้น 2 ฝั่งโรงภาพยนตร์เมเจอร์ซีเนเพล็กซ์  ร้านนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ซูชิเท่านั้น  ยังมีดงบุริ หรือข้าวหน้าต่างๆ  ยำ สลัด ข้าวห่อสาหร่ายให้เลือกสั่งได้ตามอัธยาศัย อาหารอื่นๆก็มีอาหารหลากหลายพอสมควร ขนาดพื้นที่ของร้านก็ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไปกำลังดี



เมื่อเข้ามาภายในร้านก็เลือกโต๊ะนั่ง เนื่องจากลุยมาคนเดียวก็เลยเลือกโต๊ะสำหรับ 2 ที่ พนักงานนำเมนูที่มีภาพประกอบของอาหารแต่ละชนิดมาให้ดู อันดับแรกต้องแอบส่องราคาก่อน ราคาบางเมนูแอบแรง แต่ก็คละด้วยราคาเบาๆขั้นสุดท้ายจนถึงราคากลางๆ

หน้าเมนูที่เต็มไปด้วยซูชิเป็นคำๆ หากต้องการสั่งแยกแต่ละชนิด

อีกด้านหนึ่งของเมนูก็มีทั้งสลัด ยำ และซูชิที่มีหลายชนิดอยู่ในจานเดียวกัน

หลังจากดูภาพอันตื่นตาตื่นใจ ควบคู่ไปกับราคาที่แปะอยู่ที่ภาพอาหารก็ตัดสินใจสั่ง
1. ดงบุริอุนางิ หรือข้าวหน้าปลาไหลด้วยสนนราคา 440 บาท ตามด้วย 
2. Hari Special Set เป็นเซ็ตซูชิแบบนิกิริซูชิ (ด้านล่างเป็นข้าวและด้านบนเป็น Topping ปลาชนิดต่างๆ) ราคา 420 บาท มีซูชิทั้งหมด 8 คำพร้อมไข่หวาน เมนูต่อมา
3. Salmon Lover Set ราคา 320 บาท (ประกอบด้วยแซลมอนดิบและสุกรวมอยู่ในจานเดียว)  และ
4. สไปซี่แซลมอนเทยากิ ด้วยราคาอันละ 95 บาท 
5. เครื่องดื่มก็ตามระเบียบคือชาเขียวเย็นรีฟิลได้ตลอด 40 บาท

หลังจากสั่งอาหารแบบถล่มทลายเรียบร้อย สักครู่พนักงานก็นำอุปกรณ์การกินมาให้ พร้อมน้ำซุปร้อนๆ 1 ถ้วย จากนั้นเมนูแรกก็มาปรากฏอยู่บนโต๊ะ ข้าวหน้าปลาไหล โปรดดูจากภาพ มีแต่ปลาไหลปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณจนแทบหาข้าวไม่เจอ ข้าวอยู่ไหน ลองขุดชิ้นปลาไหลเข้าไปก็จะพบกับข้าวที่มีปริมาณน้อยมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีงาม เป็นเมนูที่ประทับใจไม่ได้เสิร์ฟข้าวล้นทะลัก

ซุปร้อนๆ พร้อมวาซาบิสด

ชาเขียวรีฟิล
ดงบุริอุนางิ หรือข้าวหน้าปลาไหลญี่ปุ่น
สำหรับข้าวหน้าปลาไหล อร่อยชุ่มด้วยซอสและปลาไหลมาเต็มมาเพียบ โปะบนข้าวซึ่งปริมาณข้าวมีไม่มากนัก เมนูที่ลำเลียงตามมาอีกจานนึงก็คือ Salmon Lover Set เป็นปลาแซลมอนทั้งแบบสดและสุก จานนี้ก็เช่นกัน เป็นซูชิที่มีปลาคลุมมาชนิดห่อข้าวแบบมิด ซูชิที่ดีปริมาณข้าวต้องพอเหมาะกับขนาดของชิ้นปลา ซึ่งเราจะพบว่าร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยบางร้านจะเห็นข้าวเด่นเป็นสง่ามาแต่ไกลและเยอะมากส่วนที่เป็นเนื้อปลาก็จะมีขนาดกะทัดรัดประหนึ่งว่าเป็นของล้ำค่าหายาก

จานนี้ชื่อว่า Salmon Lover Set

ถ่ายระยะประชิดก็ยังไม่เห็นก้อนของข้าว

สำหรับเมนูถัดไปคือ ซูชิเซ็ตของร้าน HARI ที่มาพร้อมกับความหลากหลายอย่างละ 1 คำ ชื่ออาหารจานนี้คือ Hari Special Set มี ซูชิทูน่า  ซูชิแซลมอน ซูชิอุนางิ ซูชิปลากระพงขาว ซูชิปลาหมึกยักษ์ ซูชิหอยปีกนก ซูชิปลาซาบะ ซูชิไข่ปลาแซลมอน (ราคาแบบเซ็ต 440 บาท) ถ้าหากไม่สั่งแบบเซ็ตแต่สั่งแยกเป็นคำๆ ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 590 บาท  (ซูชิทูน่า 70 บาท ซูชิแซลมอน 70 บาท ซูชิปลากระพงขาว 40 บาท ซูชิปลาไหลญี่ปุ่น 80 บาท ซูชิปลาหมึกยักษ์ 40 บาท ซูชิหอยปีกนก 60 บาท ซูชิปลาซาบะ 50 บาท และ ซูชิไข่ปลาแซลมอน 180 บาท) ใครที่ไม่ชอบถูกบังคับขู่เข็ญจากร้านตามรายการอาหารที่มี ก็สั่งแยกเป็นคำได้นะครับ 

Hari Special Set 

ภาพซูชิระยะประชิด


เรามาเริ่มต้นการกินจานนี้กันเลยดีกว่า  ได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่านมาจากหลายๆที่ หลายๆแหล่งข้อมูลว่า วิธีกินซูชิที่ถูกวิธี ควรกินให้หมดในคำเดียว และให้นำวาซาบิสดมาวางไว้บนเนื้อปลาหรือบน Topping จากนั้นนำด้านที่มีปลาและวาซาบิจิ้มลงในโชยุแล้วก็อร่อยเลย  แต่วิธีที่นิยมส่วนมากของเราก็คือ นำวาซาบิไปใส่และละเลงให้เข้ากันในโชยุ เอาเป็นว่าถ้าอยู่เมืองไทยจะกินยังไงก็เอาที่สบายใจและไม่เดือดร้อนใครแล้วกันนะ แต่เรากินตามหลักการที่ถูกต้อง ผลลัพธ์ที่เกิดคือ ขึ้นครับขึ้น จี๊ดดดดด สะใจ น้ำตาไหลพราก มันเป็นความรู้สึกที่มหัศจรรย์และโล่งเลย

นำวาซาบิมาแปะบนเนื้อปลาแล้วจัดเข้าปาก

ยังคงไม่เห็นก้อนของข้าว


อันนี้เรียกว่า กุงกังซูชิ คือมีสาหร่ายห่อข้าวเอาไว้และมีทอปปิ้ง

ซูชิปลาหมึกยักษ์

ซูชิหอยปีนก
อาหารจานสุดท้าย เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของซูชิ เรียกว่า เทมากิซูชิ เป็นการนำแผ่นสาหร่ายมาห่อข้าวเป็นกรวย และในนั้นก็จะมีปลาดิบ ผัก พร้อมซอสใส่เข้าไป ทำให้สะดวกต่อการกินมากขึ้น สำหรับอาหารจานนี้เป็น สไปซี่แซลมอนเทยากิ มีรสเผ็ดนิดๆ เมื่อกัดลิ้มรสเข้าไปแล้วมีความเข้ากัน รสนุ่มชุ่มลิ้นสุดๆ 

สไปซี่แซลมอนเทยากิ

เมื่อเช็คบิลตรวจสอบค่าความเสียหายพบว่า ในใบเสร็จของ SUSHI HARI  คิดค่าบริการหรือ Service Charge เพียง 3 % และ VAT อีก 7 % ถ้าจะคิดคำนวณล่วงหน้าก็คือ ราคาอาหารที่อยู่ในเมนูบวกอีก 10 % นั่นเอง

โดยรวมแล้วสำหรับร้านนี้ ดีงาม แนะนำครับ ใครสนใจลองค้นหาพิกัดต่างๆ ใน Google ได้ คีย์คำว่า SUSHI HARI หรือ ซูชิฮาริ  น่าจะมีสาขาในเมืองทองธานีด้วย แต่สาขานี้เพิ่งเปิดได้ไม่นานครับ คนไม่เยอะมาก ที่จอดรถก็สะดวกจอดในอเวนิวแจ้งวัฒนะได้เลย จอดฟรี 3 ชั่วโมงครับ

หมายเหตุ : 
-อาหารทั้งหมดในการรีวิวนี้มาจากการไปใช้บริการ 2 ครั้ง ไม่ใช่กินทั้งหมดในครั้งเดียวนะครับ
-การรีวิวนี้เป็นการรีวิวโดยความชอบและฟิน ไม่ได้มีการบังคับขู่เข็ญหรือการว่าจ้างใดๆ